วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สุนทรพจน์สด ที่ ม.ทักษิณ


มีโอกาสได้ไปแข่งขันสุนทรพจน์ที่ ม.ทักษิณ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔
เป็นสุนทรพจน์สด ได้หัวข้อ "มีทักษะภาษาไทย ส่งผลยิ่งใหญ่ในชีวิต"

แต่เรื่องที่เราพูด กลับเป็น "ในหลวงกับพระมหากรุณาธิคุณกับการใช้ภาษาไทย"

มันทำให้เรารู้ว่า ไหวพริบในการพูดสุนทรพจน์สดนั้น ต้องมีอย่างยิ่งยวด แต่เราไม่มีเลยซะนั่น

งานนี้ คว้าที่ ๘ ไปครอง จากทั้งหมด ๓๑ ทีม
ข้างล่างนี้เป็นบทที่เราพูด 

***********************************


พระผู้ทรงเมตตาประชาราษฎร์        ประเทศชาติดำรงสุขทุกสมัย
    ธ ผู้เอื้อเกื้อกูลภาษาไทย                                     ดำรัสให้ดำรงไว้คู่แผ่นดิน
                 เรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมการ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผม นายอรรฆโรจน์ ไพโรจน์ นักเรียนโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ พูดในหัวข้อ “พระเจ้าอยู่หัวกับพระมหากรุณาธิคุณด้านการใช้ภาษาไทย
                ในโลกนี้จะมีสักกี่ชาติกี่ประเทศ ที่มีภาษาเป็นของตนเอง และจะมีประเทศใดเล่าที่จะมีความงามทางภาษาอันเป็นวิจิตรเอกลักษณ์ ดั่งเช่น ประเทศไทย
                หากจะกล่าวว่า ภาษาไทย  เป็นภาษาที่มีความงาม และไพเราะที่สุดในโลกก็คงไม่ผิดนัก  จากเหตุผลที่ว่าการที่ภาษาไทยมีเสียงสระ และเสียงพยัญชนะ ที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัว   แล้วยังมีเสียงวรรณยุกต์ที่เปรียบเสมือนเสียงสูงต่ำแห่งดนตรี อีกทั้งเรื่องการสรรคำมาใช้ในลักษณะต่าง ๆ ทั้ง การเล่นคำ การหลากคำ  การซ้ำคำ คำพ้อง คำผวน หรือคำผัน การใช้โวหารต่างๆ เหล่านี้ล้วนแสดงถึงความมีเสน่ห์แห่งภาษาอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง       
                ภาษาไทยถือว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่เป็นเครื่องมือสำคัญของการติดต่อสื่อสาร ผู้ที่สามารถใช้ภาษาได้ดีจึงสามารถประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน หากมีการนำภาษาไปใช้ไม่เหมาะสม ความผิดเพี้ยนแห่งภาษาย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายหลายประการ นอกจากใช้สื่อสารอาจไม่ประสบความสำเร็จแล้ว  ยังมีความเสียหายของภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่เราต่างภาคภูมิใจกันมาช้านาน  
ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว  เทคนิคใหม่ ๆในการติดต่อสื่อสารผุดขึ้นมากมาย  และเน้นความสะดวกรวดเร็วเพิ่มขึ้น  ภาษาไทยซึ่งผูกพันต่อการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทย  จึงได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของความเจริญก้าวหน้าเหล่านั้นอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้   ภาษาไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  จึงเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างน่าวิตก  และหากไม่เร่งรีบหาทางแก้ไขและป้องกันเสียแต่เนิ่น ๆ   นับวันภาษาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลง  เป็นผลเสียต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
             จากพระราชดำรัสตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่ว่า  “ภาษาไทยเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือของมนุษย์ชนิดหนึ่ง  คือเป็นทางสำหรับแสดงความคิดความเห็นอย่างหนึ่ง  เป็นสิ่งสวยงามอย่างหนึ่งเช่นในทางวรรณคดี เป็นต้น  ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาให้ดี  ประเทศไทยนั้นมีภาษาของเราเองซึ่งต้องหวงแหน”     ซึ่งพระราชทานเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในการประชุมทางวิชาการ  ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เมื่อวันที่  ๒๙  กรกฎาคม  ๒๕๐๕    จนเป็นเหตุให้ในเวลาต่อมาคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปีเป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ”เพื่อเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทย รวมถึงเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงแสดงความห่วงใยและพระราชทานแนวคิดต่างๆเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย แนวคิดสำคัญ ๆ เหล่านี้นั้นบ่งชี้ชัด และปลุกทุกคนให้ตระหนักถึงความภาคภูมิใจที่คนไทยมีภาษาประจำชาติ  ทั้งทรงฝากข้อคิดถึงการดำรงรักษาไว้ซึ่งสมบัติล้ำค่าของชาติไว้ว่า
 “เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล  จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง  คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน  อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในการใช้”
                สิ่งที่พสกนิกรประจักษ์  ในการเป็น "ในหลวงนักปราชญ์ภาษาไทย"  คือ  การที่ทรงมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาไทย  ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย  ทั้งภาษาบาลี  และสันสกฤต  ทรงพระอุตสาหะวิริยะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์    และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย  ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปล  เรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ พระราชนิพนธ์เรื่อง  พระมหาชนก และอีกหลายๆบท  หากกล่าวถึงบทเพลงที่มีความไพเราะทั้งด้านลีลาภาษาและความหมายอันลึกซึ้งกินใจ  คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่าบทเพลงพระราชนิพนธ์แห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นมีความไพเราะน่าฟังยิ่งนัก นั่นแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพแห่งการใช้ภาษาไทยอย่างแท้จริง
                พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมฯที่มีแก่วงการภาษาไทย  เท่ากับเป็นการจุดประกายในหัวใจของคนไทยทั้งชาติ  ให้เกิดความหวงแหนในภาษาประจำชาติ     
ภาษาไทยเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติ  เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นคนไทยอันน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก      จะมีสิ่งใดที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นเกราะป้องกันภาษาประจำชาติจากการถูกคุกคาม  นอกเสียจากว่าคนไทยจะมีจิตสำนึก  ตระหนักถึงคุณค่าของการมีภาษาประจำชาติ และสนองตอบต่อพระราชดำรัสแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในด้านการใช้ภาษาไทยและดำรงรักษาภาษาไทยไว้คู่กับเอกราชของชาติไทยตลอดไป

ขอบคุณครับ    

1 ความคิดเห็น: