วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พัฒนาการ...ต้นผักบุ้ง

ผมชอบปลูกต้นไม้
ชอบให้โลกนี้มีสีสรรของดอกไม้
ชอบพื้นหญ้าสีเขียวๆ
ชอบทุกอย่าง....ที่เป็นธรรมชาติ

****************************

มันคือต้นไม้ที่ ผม และ "เพียว" ร่วมกันปลูก ช่วงที่อยู่หอ
และผมจะเอาพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอันน่าทึ่งนี้ มาให้ทุกท่านได้ชมกัน
"ต้นผักบุ้ง"
****************************
แทงรากลึงลงดิน

  
ยกชูลำต้นตั้ง


 เผยเรียวใบให้ประจักษ์



อย่าลืมติดตามกันเรื่อยๆนะครับ ^_^

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สุนทรพจน์ นักการเมืองกับเรื่องทุจริต

    


และแล้ว...การพูดสุนทรพจน์ครั้งนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยความน่ารักของทุกคน ผมดีใจนะ ที่เห็นทุกคนในห้องประชุมแห่งนี้ต้องหลุดยิ้มออกมาด้วยคำว่า "สุนัข" ของผม
     ผมมีความสุขนะ ที่ได้เห็นทุกคนผ่อนคลาย ผมรู้อยู่แล้วว่าตี้ง 264 ทีม คัดเหลือ 20 ทีม ผมไม่มีทางได้หรอก 55 ก็เลยปล่อย หมา ออกไป  ก็มันเป็นความสุขของศิลปินอย่างผมนี่นา 555
     ผมขอขอบคุณคุณแม่ม่ามี้ ที่คอยเป็นกำลังใจ และเป็นบทพูดให้ผม 
     ขอขอบคุณครูวัจนาที่คอยดูแลผม และคอยสนับสนุนผมอยู่เรื่อยมา
     และขอขอบคุณบางคน ที่อยู่ในใจของผมเสมอไป อิอิ
     และที่ขาดไม่ได้ ขอขอบุณพระเจ้า ที่ประธานโชคให้แก่ผม ที่ประธานคำพูดสดๆให้แก่ผม ประธานรอยยิ้มให้แก่ผมและทุกคน ครับ

และนี่เป็นบทที่ร่างขึ้นมาด้วยคุณแม่ม่ามี้ คุณครูวัจนา และต่อเติมโดยผม แต่ก็นะ พูดไม่เห็นเหมือนในสคริปเลย มี "หมา" สด ด้วย ใครอยากรู้ว่า หมา สดเป็นไง ก็ลองเปิดคลิปดูละกัน อิอิอิ

********************************************
นักการเมืองกับเรื่องทุจริต
 ทุจริต คิดคด กบฏชาติ                                      หลงอำนาจ เมาสมมุติ  สุดอับเฉา
เชื้อโรคร้ายคอยกันกินเกินแกะเกา                 อย่าขลาดเขลาเร่งกำจัดหมัดการเมือง
ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข    นับถึงบัดนี้มีนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศจำนวนมากมาย  แต่ละคนล้วนแล้วแต่เข้ามาด้วยเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของการทำงานเพื่อประชาชน  เพื่อประเทศชาติ    
                หากประเทศชาติเปรียบได้กับร่างกายมนุษย์   มีพื้นแผ่นดินไทยเป็นชิ้นส่วนอวัยวะ   มีประชาชนเป็นเซลล์ส่วนต่างๆ ของร่างกาย   มีนักการเมืองเป็นอวัยวะส่วนสำคัญแต่ละส่วน  การทุจริตคอรัปชั่น ก็เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายหากเซลล์มะเร็งนั้นก่อเกิดที่อวัยวะชิ้นสำคัญของร่างกายแล้ว  อะไรเล่าจะเกิดขึ้นหากมิใช่มะเร็งร้ายของสังคมชิ้นนี้จะคอยกัดกินบ่อนทำลายอย่างน่าหวาดกลัว   และหากนักการเมืองหรือผู้บริหารประเทศเป็นเนื้อร้ายเสียเองแล้ว  อวัยวะส่วนอื่น ๆ หรือจะเหลือ     แล้วประเทศชาติเล่าจะดำรงอยู่ได้อย่างไร
               ความสุขคือสุดยอดแห่งความปรารถนาของมนุษย์ ความสุขเกิดได้ที่จิตใจ    จิตใจที่เป็นสุขอย่างแท้จริงคือ จิตใจที่ “รู้จักพอ” หากนักการเมืองที่ก้าวเดินเข้าไปในสภาด้วยหัวใจที่สัตย์ซื่อ ด้วยสองมือที่สะอาด ด้วยมโนสำนึกว่าจะรับใช้ชาติ  ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง   เชื่อเหลือเกินว่าประเทศชาติของเราจะสามารถก้าวไปสู่อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่  หรืออาจจะก้าวล้ำเหนือชาติอื่นใดได้อย่างแน่นอน   มิใช่ประเภทนักลงทุนที่คอยจะตักตวงผลประโยชน์ด้วยวิธีการ “ทุ่มทุนเข้าสู่สภา  พอได้เวลาก็ถอนคืน  ถอนคืน”อย่างนี้แล้วจะการพัฒนาประเทศชาติที่แท้จริงจะเกิดได้อย่างไร  
หากนักการเมืองผู้บริหารประเทศ คดโกง เอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม  กลับกลอกทำแต่เรื่องทุจริตแล้ว ประเทศชาติจะเกิดความสงบสุขได้อย่างไร
การทุจริตของนักการเมืองไทย เปรียบเสมือนตัว หมัด เห็บ เหา ที่คอยจะสูบเลือด กินเนื้อ คนไทยทั้งประเทศ จนเหือดแห้ง ผอมโซ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล เจ็บปวด จนแทบสิ้นใจ และเมื่อใดที่สิ้นใจ นั่น หมายถึงการสิ้นชาติ และนี่คือผลของการทุจริตของนักการเมืองไทย
จะมีนักการเมืองสักกี่คนที่กล้ายืนหยัดบนความดีงาม ยึดมั่นในความสัตย์ซื่อ เป็นผู้ที่มีมือสะอาด                         พร้อมที่จะกอบกวาดความเลวร้ายออกจากสังคม แล้วให้ความชื่นชมยกย่องต่อผู้กระทำความดีถือสัจจะสุจริต ไม่คิดคดฉ้อโกง ไม่ปล่อยให้ความโลภโกรธหลงมาบ่งชี้นำพา        มุ่งใจแน่วแน่ในการพัฒนาประเทศชาติ   ไม่อยู่ในความเขลาขลาดภายใต้อำนาจผู้ใด   เช่นนี้จึงจะเป็นนักการเมืองที่แท้จริง
มาเถอะครับ ถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยทุกคน ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน หันหน้าเข้าหากัน พร้อมใจกันต่อต้าน ขับไล่ ไม่ยอมรับ พวกนักการเมืองที่ทุจริต เพื่อชาติ ชาติไทยอันเป็นที่รักของทุกคน
“...การเมืองต้องเป็นเรื่องการเสียสละ
                  การเมืองคือภาระของทุกผู้
                  การเมืองเรื่องส่วนรวมร่วมรับรู้
                  การเมืองต้องสู้เพื่อส่วนรวม...”
             (การเมือง:เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
               





วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สุนทรพจน์สด ที่ ม.ทักษิณ


มีโอกาสได้ไปแข่งขันสุนทรพจน์ที่ ม.ทักษิณ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔
เป็นสุนทรพจน์สด ได้หัวข้อ "มีทักษะภาษาไทย ส่งผลยิ่งใหญ่ในชีวิต"

แต่เรื่องที่เราพูด กลับเป็น "ในหลวงกับพระมหากรุณาธิคุณกับการใช้ภาษาไทย"

มันทำให้เรารู้ว่า ไหวพริบในการพูดสุนทรพจน์สดนั้น ต้องมีอย่างยิ่งยวด แต่เราไม่มีเลยซะนั่น

งานนี้ คว้าที่ ๘ ไปครอง จากทั้งหมด ๓๑ ทีม
ข้างล่างนี้เป็นบทที่เราพูด 

***********************************


พระผู้ทรงเมตตาประชาราษฎร์        ประเทศชาติดำรงสุขทุกสมัย
    ธ ผู้เอื้อเกื้อกูลภาษาไทย                                     ดำรัสให้ดำรงไว้คู่แผ่นดิน
                 เรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมการ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผม นายอรรฆโรจน์ ไพโรจน์ นักเรียนโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ พูดในหัวข้อ “พระเจ้าอยู่หัวกับพระมหากรุณาธิคุณด้านการใช้ภาษาไทย
                ในโลกนี้จะมีสักกี่ชาติกี่ประเทศ ที่มีภาษาเป็นของตนเอง และจะมีประเทศใดเล่าที่จะมีความงามทางภาษาอันเป็นวิจิตรเอกลักษณ์ ดั่งเช่น ประเทศไทย
                หากจะกล่าวว่า ภาษาไทย  เป็นภาษาที่มีความงาม และไพเราะที่สุดในโลกก็คงไม่ผิดนัก  จากเหตุผลที่ว่าการที่ภาษาไทยมีเสียงสระ และเสียงพยัญชนะ ที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัว   แล้วยังมีเสียงวรรณยุกต์ที่เปรียบเสมือนเสียงสูงต่ำแห่งดนตรี อีกทั้งเรื่องการสรรคำมาใช้ในลักษณะต่าง ๆ ทั้ง การเล่นคำ การหลากคำ  การซ้ำคำ คำพ้อง คำผวน หรือคำผัน การใช้โวหารต่างๆ เหล่านี้ล้วนแสดงถึงความมีเสน่ห์แห่งภาษาอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง       
                ภาษาไทยถือว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่เป็นเครื่องมือสำคัญของการติดต่อสื่อสาร ผู้ที่สามารถใช้ภาษาได้ดีจึงสามารถประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน หากมีการนำภาษาไปใช้ไม่เหมาะสม ความผิดเพี้ยนแห่งภาษาย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายหลายประการ นอกจากใช้สื่อสารอาจไม่ประสบความสำเร็จแล้ว  ยังมีความเสียหายของภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่เราต่างภาคภูมิใจกันมาช้านาน  
ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว  เทคนิคใหม่ ๆในการติดต่อสื่อสารผุดขึ้นมากมาย  และเน้นความสะดวกรวดเร็วเพิ่มขึ้น  ภาษาไทยซึ่งผูกพันต่อการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทย  จึงได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของความเจริญก้าวหน้าเหล่านั้นอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้   ภาษาไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  จึงเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างน่าวิตก  และหากไม่เร่งรีบหาทางแก้ไขและป้องกันเสียแต่เนิ่น ๆ   นับวันภาษาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลง  เป็นผลเสียต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
             จากพระราชดำรัสตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่ว่า  “ภาษาไทยเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือของมนุษย์ชนิดหนึ่ง  คือเป็นทางสำหรับแสดงความคิดความเห็นอย่างหนึ่ง  เป็นสิ่งสวยงามอย่างหนึ่งเช่นในทางวรรณคดี เป็นต้น  ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาให้ดี  ประเทศไทยนั้นมีภาษาของเราเองซึ่งต้องหวงแหน”     ซึ่งพระราชทานเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในการประชุมทางวิชาการ  ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เมื่อวันที่  ๒๙  กรกฎาคม  ๒๕๐๕    จนเป็นเหตุให้ในเวลาต่อมาคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปีเป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ”เพื่อเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทย รวมถึงเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงแสดงความห่วงใยและพระราชทานแนวคิดต่างๆเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย แนวคิดสำคัญ ๆ เหล่านี้นั้นบ่งชี้ชัด และปลุกทุกคนให้ตระหนักถึงความภาคภูมิใจที่คนไทยมีภาษาประจำชาติ  ทั้งทรงฝากข้อคิดถึงการดำรงรักษาไว้ซึ่งสมบัติล้ำค่าของชาติไว้ว่า
 “เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล  จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง  คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน  อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในการใช้”
                สิ่งที่พสกนิกรประจักษ์  ในการเป็น "ในหลวงนักปราชญ์ภาษาไทย"  คือ  การที่ทรงมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาไทย  ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย  ทั้งภาษาบาลี  และสันสกฤต  ทรงพระอุตสาหะวิริยะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์    และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย  ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปล  เรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ พระราชนิพนธ์เรื่อง  พระมหาชนก และอีกหลายๆบท  หากกล่าวถึงบทเพลงที่มีความไพเราะทั้งด้านลีลาภาษาและความหมายอันลึกซึ้งกินใจ  คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่าบทเพลงพระราชนิพนธ์แห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นมีความไพเราะน่าฟังยิ่งนัก นั่นแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพแห่งการใช้ภาษาไทยอย่างแท้จริง
                พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมฯที่มีแก่วงการภาษาไทย  เท่ากับเป็นการจุดประกายในหัวใจของคนไทยทั้งชาติ  ให้เกิดความหวงแหนในภาษาประจำชาติ     
ภาษาไทยเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติ  เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นคนไทยอันน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก      จะมีสิ่งใดที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นเกราะป้องกันภาษาประจำชาติจากการถูกคุกคาม  นอกเสียจากว่าคนไทยจะมีจิตสำนึก  ตระหนักถึงคุณค่าของการมีภาษาประจำชาติ และสนองตอบต่อพระราชดำรัสแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในด้านการใช้ภาษาไทยและดำรงรักษาภาษาไทยไว้คู่กับเอกราชของชาติไทยตลอดไป

ขอบคุณครับ